“ทนายคู่ใจ” บอก ปชช. มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน “ตำรวจ” ได้

จากประเด็นที่ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และให้ความสนใจถึงกรณีคดี กลุ่มวัยรุ่น 7 คน รุมทำร้ายชายพิการจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต บริเวณซอยโชคชัย4 ประเด็นที่ทำให้ชาวโซเชียลแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก และเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กับผู้ต้องหา

1463534535088_7504

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 59 ในเพจเฟซบุ๊ก “ทนายคู่ใจ” ได้ออกมาโพสต์ข้อความด้านกฎหมาย เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หลังมีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยข้อความระบุว่า …

จากประเด็นร้อนที่ทางตำรวจจะแจ้งจับคนโพสด่าตำรวจ “พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. กล่าวถึงกรณีมีผู้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ ตำรวจ กรณีไม่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับวัยรุ่น 7 คน ที่ก่อเหตุรุมทำร้ายร่างกายพ่อค้าขายขนมปังขาพิการจนถึงแก่ความตาย ซึ่งตนอาจจะต้องพิจารณาบุคคลที่โพสต์แสดงความคิดเห็นคดีดังกล่าว โดยบางคนโพสต์แสดงความคิดเห็นโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดหมิ่นเจ้าพนักงานหรือไม่”

เป็นเสมือนการปิดปากข่มขู่ประชาชนที่มีสิทธิจะรับรู้กระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานรัฐที่กินเงินเดือนภาษีประชาชนว่าคดีที่สังคมสนใจนั้นจะได้รับความเป็นธรรมแค่ไหนเพียงใด อีกทั้งผู้ต้องหายังเป็นลูกของตำรวจด้วยกันเองยิ่งเป็นสิ่งที่สังคมประนามกันหนักขึ้นไปอีก คำถามที่น่าสนใจว่าสิทธิการวิพากย์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐของประชาชนหายไปตั้งแต่เมื่อไร แม้รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกไปก็ตามแต่นั้นไม่ได้หมายความว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในแง่การแสดงความคิดเห็นจะเป็นเรื่องต้องห้ามทั้งหมดนะเพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 4 ที่ใช้กันอยู่ก็ยังรับรองสิทธิต่างๆไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครอง ประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่าง ประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครอง

ซึ่งแน่นอนแม้จะอยู่ในสภาวะสถานการณ์พิเศษแต่สิทธิทางกฎหมายเราก็ยังอยู่ครบตราบเท่าที่ไม่ได้ไปยุ่งการเมือง ซึ่งคำถามคือการวิพากย์การทำงานของตำรวจมันไปยุ่งการเมืองตรงไหน เมื่อคนเขาถามหาความยุติธรรมให้คนตายเท่านั้นเอง แน่นอนอาจจะมีคนไม่พอใจบ้างตามประสาชาวบ้าน เขาก็ต้องแสดงออกในมุมของเขาที่เขาสามารถคิด พิมพ์ เขียน พูด หรือแม้แต่การโพสลงโซเซียลเพื่อแสดงออกให้เห็นว่าเรื่องนี้ ตัวเขารับไม่ได้นะกับสิ่งที่ตำรวจทำ เขาอาจจะแสดงความคิดในมุมของนักกฎหมายหรือนักวิชาการไม่ได้แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีสิทธิพูดถึงเรื่องนี้เลย

วันนี้ผมค่อนข้างผิดหวังที่ทางตำรวจออกมาแถลงข่าวว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่โพสวิพากย์ตำรวจด้วยข้อหา “หมิ่นประมาท” ซึ่งแน่นอนผมบอกเลยว่าสุดท้ายคงพ่วง พรบ.คอมพิวเตอร์ที่มีโทษจำคุก 5 ปีมาด้วยแน่ๆ แต่ในกฎหมายหมิ่นประมาทบ้านเราในเรื่องที่เป็นการวิพากย์การทำงานสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐมีกรณีที่ศาลฎีกายกฟ้องคนวิพากย์มาแล้ว เป็นกรณีเดียวกันในลักษณะที่ทางตำรวจจ้องจะจับนี่เลยครับ ศาลให้เหตุว่าเป็นการวิพากย์ไปตามข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนมาโดยสุจริตทั้งสิ้น เห็นไหมครับการวิพากย์การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้นะครับ

อ้างอิงฎีกาที่ 3546/2558
เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนและสอบสวนได้ความ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย โดยที่โจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดอายุความ ทั้งการนำเสนอข่าวสารเชิงวิเคราะห์ของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เพจ “ทนายคู่ใจ”


Thailand only ยังไม่มีการตั้งข้อหาเพิ่มเติม ต่อผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย

14052016_IMG_1463218702_95
ล่าสุด วันที่ 14 พฤษภาคม 2559 นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความในคดีดังกล่าว ได้ให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าว ทีนิวส์ ว่าความคืบหน้าของคดี ล่าสุดได้มีการสอบถาม ผกก.สน.โชคชัย 4 ว่าได้มีการตั้งข้อหาผู้ต้องหาฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ปรากฏว่า ผกก. คดีนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหาเพิ่มเติมต่อผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย เพราะฉะนั้นในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ ตนจะนำครอบครัวของคุณสมเกียรติ ศรีจันทร์ ผู้ตาย ไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
 เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ ทนายความ กล่าวว่า การที่พนักงานสอบสวนยังไม่ตั้งข้อหา ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทำให้ตนมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องข้อหา ในการฟ้องคดีกัน เพราะว่าหากพนักงานสอบสวนไม่ตั้งข้อหาดังกล่าว จะทำให้อัตราโทษของผู้ต้องหาเบาลง แต่หากมีการตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองจะมีโทษประหารชีวิตสถานเดียว อย่างไรก็ดีหากตำรวจยังนิ่งเฉย ตนจะไปร้องขอความเป็นธรรมจากนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล และหากตำรวจยังไม่ตั้งข้อหาอีก ตนจะทำหนังสือถึงอัยการสูงสุด ในฐานะผู้รับผิดชอบคดีในการฟ้องร้อง ซึ่งตนจะสู้ให้ถึงที่สุด

ไทยเจอภาวะร้อนจัด นักวิชาการชี้ อนาคตอาจมี “พักเที่ยง 2 ชม”

กรมอุตุนิยมวิทยาต้องบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หลังจากอุณหภูมิของ “แม่ฮ่องสอน” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 ทำลายสถิติจังหวัดร้อนที่สุดในประเทศไทยรอบ 65 ปีที่ผ่านมา…ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญยืนยันถึงผลกระทบภาวะโลกร้อนอย่างเป็น รูปธรรม!?!

wp-1462851466949

“แม่ฮ่องสอนถูกบันทึกว่าทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในไทยที่ 44.6 องศาฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่หุบเขามีภูเขาสูงล้อมรอบ แต่เดือนเมษายนปีนี้กรุงเทพฯ ไม่ร้อนเท่าไร เฉลี่ยเพียง 39 องศาฯเท่านั้น หลังจากนี้ไปช่วงเดือนพฤษภาคมจะเริ่มมีฝนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะอีสานและภาคกลางตอนล่างกับภาคใต้อากาศไม่ร้อนนัก ยกเว้นภาคกลางตอนบนกับภาคเหนือยังมีอากาศร้อนจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ปีนี้สังเกตได้ว่า พายุฤดูร้อนค่อนข้างรุนแรง มีลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ เพราะเมื่ออากาศร้อนจัดสะสมมานาน พายุเข้ามาเกิดการปะทะของอุณหภูมิที่แตกต่างเป็นฝนฟ้าคะนอง”

“ดูจากแผนที่แบบจำลองเห็นชัดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยปี 2558 มีช่วงที่เป็นสีแดงอยู่บริเวณภาคกลาง ผ่านไป 20 ปี พ.ศ.2578 สีแดงเพิ่มขึ้นในภาคเหนือตอนล่าง และถ้าไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลง อีก 40 ปี หรือ 2598 อุณหภูมิเฉลี่ยจะเป็นสีแดง คือสูงเกิด 28.7 องศาฯ เกือบทุกภาคในประเทศไทย เราคาดไว้ว่าน่าจะ 2 องศาฯ แต่ถ้าเลวร้ายสุดก็จะสูงถึง 4 องศาฯ โดยเฉพาะแถบ จ.บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี มีแนวโน้มจะร้อนมากกว่าพื้นที่อื่น หากเป็นแบบนั้นจริงสภาพแวดล้อมและมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”

หลายคนสงสัยว่า อากาศเพิ่มหรือลดเพียงแค่ 2 องศาฯ ทำไมส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งแวดล้อมมากมาย?

“สังเกตง่ายๆ ว่า ปีก่อนๆ เวลาอาบน้ำตอนกลางวัน น้ำจากฝักบัวช่วงแรกจะร้อนหรืออุ่นสักพัก หากอาบน้ำช่วงเย็นจะไม่มีน้ำอุ่นออกมา ปีนี้แม้อาบน้ำช่วงเย็นหลังเลิกงานก็รู้สึกได้ในหลายจังหวัดว่า น้ำจากฝักบัวยังอุ่นหรือร้อน นั่นคือความร้อนที่สะสมในสภาพแวดล้อมมากกว่าเดิม ยิ่งร้อนมากก็ยิ่งใช้เวลาในการคลายความร้อนมากขึ้น”

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศในหลายด้าน เช่น การจัดการน้ำ การท่องเที่ยว การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การตั้งถิ่นฐาน ระบบนิเวศ โดยเฉพาะในด้านที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน 3 ด้าน ได้แก่

wp-1462851389392

“วิกฤติน้ำกินน้ำใช้” อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้น้ำที่มีอยู่ในธรรมชาติน้อยลง หลายพื้นที่จะขาดแคลนน้ำในธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรน้ำในรูปแบบใหม่ “2 ความมั่นคงทางอาหาร” พันธุ์พืชหลายชนิดไม่สามารถปลูกได้อีกต่อไป แม้แต่ข้าวบางสายพันธุ์ที่ต้องใช้น้ำมากก็จะปลูกไม่ได้ ผักที่ไม่ชอบอากาศร้อนจัดก็มีหลายชนิด แม้แต่การเลี้ยงปศุสัตว์อาจต้องเปลี่ยนลักษณะของฟาร์มหมู เล้าไก่ ฯลฯ ให้รองรับภาวะอากาศร้อน

 “ สุขภาพของมนุษย์” เมื่อร้อนจัดความชื้นในอากาศน้อยลง ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอจะรู้สึกไม่สบายได้ง่าย โรคเกี่ยวกับแดดหรืออากาศร้อนจะมีมากขึ้น ประเมินกันว่า ถ้าสถานการณ์แย่สุด ร้อนขึ้นถึง 4 องศาฯ หมายความว่าตารางชีวิตประจำวันของคนไทยอาจต้องเปลี่ยนไป เช่น ช่วงพักกลางวันต้องยาวขึ้น อากาศแต่ละวันร้อนสุดประมาณ เที่ยงถึงบ่าย 2 หมายความว่าอาจต้องเพิ่มเวลาพักเที่ยงเป็น 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ต้องทำงานใต้แดดแรงจัด หรือด้านธุรกิจท่องเที่ยว  จากเดิมร้านค้า พิพิธภัณฑ์ วัดวาอารามปกติเปิดให้นักท่องเที่ยงเข้าชมตั้งแต่เช้าถึง 5-6 โมงเย็น อาจต้องปรับเวลาเป็นเปิดช่วงบ่ายถึงกลางคืนแทน เพราะกลางวันนักท่องเที่ยวจะไม่ออกมาข้างนอก”

เพราะฉะนั้น คนไทยต้องลดการใช้พลังงานไม่สะอาด เช่น ลดการเชื้อเพลิงในการเดินทาง ลดการเผาไหม้ในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และเพิ่มการปลูกป่ารวมถึงการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานถ่านหิน

หากคนไทยไม่ร่วมมือกันทำวันนี้ อีก 40 ปีข้างหน้าพวกเราอาจได้เปลี่ยนเวลาทำงานจากกลางวันเป็นกลางคืน !

ที่มา komchadluek


เป็นเอามาก !? “ติ่งซงจุงกิ” ไม่สำนึก เหน็บ “แฟนบอลไทย” เปรียบเหมือน … !!

1462782860_1037

กลายเป็นสงครามที่ดูเหมือนจะสงบยากแล้วล่ะ สำหรับ “ติ่งซงจุงกิ” นักแสดงชื่อดังของเกาหลี ที่โพสต์สเตตัสเปรียบเทียบ “นักบอลไทยมีค่าแค่เล็บตีนจุงกิ”  แถมมีข้อความอีกมากมายที่เธอจนทำให้ความรู้สึกของแฟนบอลทีมชาติไทย รู้สึกไม่พอใจ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

ล่าสุด “ติ่งซงจุงกิ” รายนี้ยังไม่หยุดโพสต์หรือมีอาการสำนึกใดใดเลย เพราะยังมีการโพสต์ออกรอบใหม่ซึ่งคราวลุกลามจนถึงขั้นโพสต์ต่อว่า “แฟนบอลไทย” ที่ออกมาตำหนิเธอที่โพสต์สเตตัสก่อนหน้าออกบอกไป โดยเธอต่อว่าแฟนบอลไทยพร้อมเปรียบว่า “เหมือนชนกลุ่มน้อย หรือ กะหรี่”  ซึ่งถือเป็นการต่อว่าหรือใช้คำที่รุนแรงมาก

ze4UsK

หลังจากข้อความนี้ถูกแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ ก็กระแสวิพากวิจารณ์ขึ้่นอีกรอบ เพราะ “แฟนบอลไทย” หลายคนออกอาการไม่ชอบอย่าง และมีบางส่วนไปโพสต์ตำหนิต่อว่าการกระทำครั้งนี้ของเธอ

JT5miX SjuVHu

งานนี้บอกได้เลยว่า “ติ่งเกาหลี” คนนี้ไปประกาศทำสงครามกัน “แฟนบอลไทย” อย่างเป้นทางการแล้วล่ะ เพราะดุจากคำพูดแล้วรุนแรงขึ้นเรื่อย แต่สุดท้ายลงอย่างไรก็ต้องตามกันต่อไป แต่บอกว่าจบไม่สวยแน่ๆ เพราะสิ่งที่เธอคนนี้ทำเป็นการไม่ให้กำลังใจและยังดูถูก “นักฟุตบอลทีมชาติไทย”  อีกด้วย !!!

ภาพจาก กระทรวงติ่งเกาหลีเเห่งประเทศไทย


พ่อแม่มึนตึบ!! ไอเดียผู้ตรวจการแผ่นดิน จบ ป.6 เกรดต่ำกว่า 2.5 ต้องจ่ายค่าเทอม ม.1 เอง

23-16

นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดทำข้อเสนอในการแก้ปัญหานโยบายการศึกษา ปัญหาโครงสร้างการศึกษา ระบบจัดการศึกษา รวมถึงปัญหาคุณภาพผู้เรียน โดยเสนอให้จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถึงชั้น ป.6 โดยแยกสายสามัญ และสายอาชีวะตั้งแต่ชั้น ม.1 และเสนอให้ตั้งสถาบันครูศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตครูที่มีศักยภาพสูง พร้อมทั้งรับประกันเงินเดือนครูต้องไม่ต่ำกว่าแพทย์ โดยขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษา 15 ฉบับ โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ข้อเสนอทั้งหมด คิดมาตั้งแต่ปี 2552 เพราะเห็นว่าการศึกษาไทยเป็นปัญหา และด้อยคุณภาพ กระทั่งพิสูจน์ได้แล้วว่าทุกวันนี้เราสู้ใครไม่ได้เลย แม้จะลงทุนด้านการศึกษามากที่สุดประเทศหนึ่ง ก็ยังเป็นรองประเทศอื่น โดยเฉพาะในประเทศอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ ส่วนข้อเสนอให้จัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถึงชั้น ป.6 แยกสายสามัญกับสายอาชีวะ ตั้งแต่ชั้น ม.1 เพราะข้อมูลการศึกษาด้านจิตวิทยาพบว่าเด็กจะรับรู้ และเรียนรู้ได้มากที่สุดในชีวิต คือช่วงอายุ 1-6 ขวบ ดังนั้น หากอยากให้เด็กเรียนรู้ทักษะอะไร ก็ต้องใส่เข้าไปในช่วงนี้ แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ เราเริ่มการศึกษาภาคบังคับตอน 7 ขวบ ซึ่งไม่ทันการเรียนรู้ จึงคิดใหม่ว่าแทนที่จะให้เด็กนั่งเล่นอยู่บ้าน ก็ให้เข้าเรียนตั้งแต่ 3 ขวบ ส่วนเด็กอายุ 1-2 ขวบ ผู้ปกครองอาจส่งเข้าศูนย์ดูแลเด็กซึ่งท้องถิ่นจัดขึ้น

“ที่ยังคงให้ การศึกษาภาคบังคับอยู่แค่ 9 ปี เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะเพิ่มเป็น 12 ปี หากเพิ่มถึง ม.6 รัฐจะต้องใส่งบประมาณเข้าไปมากขึ้น ขณะที่คุณภาพของการศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีของการศึกษาภาคบังคับ แต่ขึ้นอยู่กับเราจะสอนอะไรต่างหาก ส่วนที่เสนอให้การศึกษาภาคบังคับอยู่แค่ ป.6 จะผลักเด็กออกจากระบบการศึกษาหรือไม่ เพราะผู้ปกครองที่ฐานะไม่ดี อาจให้ลูกออกไปช่วยทำงาน เพราะกฎหมายไม่บังคับนั้น ไม่คิดเช่นนั้น เมื่อเด็กเรียนถึง ป.6 จะต้องเรียนต่อเนื่อง ซึ่งก็อยู่ที่ผู้ปกครองจะเลือก และที่อยากให้แยกสายสามัญกับสายอาชีวะตั้งแต่ ม.1 เพื่อให้เตรียมตัวว่าจะเลือกเรียนสายไหน แต่ยังคงเรียนวิชาการควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนสายสามัญไปเรื่อยๆ สุดท้ายเข้ามหาวิทยาลัย และจบมาแล้วตกงานเป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม ยังเปิดโอกาสให้คนที่เลือกเรียนสายอาชีพ หากต้องการเรียนแพทย์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ก็สามารถสอบเข้าเรียนได้เช่นกัน” นายศรีราชากล่าว

นายศรีราชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้เด็กที่เรียนจบชั้น ป.6 แต่เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1 จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด หากไม่มีเงินจะต้องกู้ยืมจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ทำแบบนี้เพื่อให้เด็กตั้งใจเรียน ทำคะแนนให้ดี จูงใจให้ผู้ปกครอง และเด็กมีความรับผิดชอบต่อตัวเองตั้งแต่ระดับประถมศึกษา สนใจเรียน รู้จักคุณค่าของงบฯ ที่รัฐใช้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่เรียนโดยไม่มีเป้าหมาย โดยข้อเสนอนี้อาจมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย จึงต้องทำวิจัยเพื่อหาข้อมูลที่ชัดเจน หากจะเสนอให้รัฐดำเนินการจริงๆ

“ข้อ เสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งหมด ไม่ถือว่าใจร้ายเกินไป เพราะหลายประเทศทั้งสิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ก็ทำแบบนี้ จึงต้องตั้งคำถามว่าเราอยากให้เด็กของเราเท่าเทียม หรือด้อยกว่าเขา เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเตรียมตัว การเรียนไม่ฟรีจะเป็นแรงบีบให้ผู้ปกครอง และเด็กได้เตรียมตัว ไม่ใช่ปรนเปรอจนเกินความต้องการ ส่วนที่เสนอให้เพิ่มเงินเดือนครูให้เท่ากับแพทย์นั้น หลายฝ่ายเข้าใจผิด ที่เสนอไม่ได้เพิ่มเฉพาะเงินเท่านั้น แต่ตัวครูต้องเพิ่มคุณภาพ ต่อไปครูต้องจบปริญญาโท และไม่ใช่ครูคนเดียวจะสอนทุกวิชา ต้องเป็นครูที่เชี่ยวชาญในแต่ละวิชามาสอบเด็ก โดยวันที่ 2 พฤษภาคม จะนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พิจารณา ก่อนเสนอให้รัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.นำไปปรับใช้” นายศรีราชากล่าว


อุตุฯ เตือน !! ฉ.1 “พายุฤดูร้อนไทยตอนบน” 28 -30 เม.ย.นี้! เตรียมรับมือ ฝนถล่ม-ลูกเห็บ

payuu

อุตุฯ เตือนแล้ว !! ประกาศ ฉ.1 “พายุฤดูร้อนไทยตอนบน” 28 -30 เม.ย.นี้! เตรียมรับมือ ฝนถล่ม-ลูกเห็บกระหน่ำหลายพื้นที่ !!

ในช่วงวันที่ 28 – 30 เมษายน 2559 บริเวณด้านตะวันออกของภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก และภาคกลาง จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น มีลักษณะฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรง

ทั้งนี้ เนื่องจากความแตกต่างของมวลอากาศ โดยในช่วงวันที่ 28 – 30 เมษายน 2559 ความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ซึ่งเป็นอากาศเย็นจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง โดยบริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดหลายพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว


“เด็กแว้น” โพสต์ปิดถนน อยากวิ่งแบบถูกกฎหมาย ชาวเน็ตหมดความอดทน

wans-01

โลกออนไลน์ ได้มีการแชร์ภาพของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพกลุ่มเด็กวัยรุ่นนับร้อยรวมตัวปิดถนนเตรียมซิ่ง พร้อมข้อความประกอบว่า “‪#‎แชร์หน่อยครับ‬ !! หาจุดยืนให้พวกเราบ้าง ? อยากจะวิ่งแบบ “ถูกกฎหมาย” จะค้านกันทำไม ?! #‎ในเมื่อพวกเราก็ไม่ได้วิ่งกันทุกวัน‬”

ด้านชาวเน็ตต่างก็แสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมตำหนิเจ้าของภาพกันเป็นจำนวนมาก โดยมองว่า การรวมตัวซิ่งของเด็กแว้น ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ไม่ควรปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ด้านบางรายมองว่าเด็กแว้นในภาพ ส่วนใหญ่ไม่สวมหมวกกันน็อก แถมรถบางคันก็ไม่มีป้ายทะเบียนที่ถูกต้อง แล้วจะมาเรียกร้องอยากวิ่งแบบถูกกฎหมายกันได้อย่างไร

ขณะที่บางรายให้ความเห็นว่า หากอยากวิ่งแบบถูกกฎหมาย ก็ควรไปเช่าสนาม หรือหาพื้นที่แบบถูกกฎหมาย ไม่ใช่มาแข่งกันกลางถนนสาธารณะแบบนี้

wans-02 wans-03


ฉ.4 มาแล้ว!! อุตุเตือน 19 จว. “พายุฤดูร้อน” 19-21 เม.ย. นี้

payuu

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งเตือน เรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน ฉบับที่ 4 ใจความว่า ในช่วงวันที่ 19-21 เมษายน 2559 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในบริเวณจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สุรินทร์ นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด นครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี ระมัดระวังอันตรายจากพายุลมแรงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรง

ทั้งนี้เนื่องจาก ความแตกต่างของมวลอากาศ โดยในช่วงวันที่ 19-21 เมษายน 2559 ความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ซึ่งเป็นอากาศเย็นได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาคตะวันออก และภาคกลาง ซึ่งในบริเวณดังกล่าวนี้มีอากาศร้อนโดยทั่วไป และมีอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว

ที่มา กรมอุตุฯ